เป้าหมายการวิ่ง – Thongkong

เป้าหมายการวิ่ง

 

ก่อนจะเข้าเรื่องเป้าหมาย ขณะที่เขียนบทนี้ ใกล้ถึงงานวิ่ง Ultra 10 ชั่วโมง ของสวนพฤกษ์ปี 2558 ละ (Link รายละเอียดงาน)

ปีที่แล้ว ผมลงงานวิ่งนี้ ทั้งที่ระยะทำการตอนนั้นยังอยู่แค่ 21-30km (ช่วงนั้นที่วิ่งงานนี้ Baitong เคยเขียนไว้ : ความเคลือบแคลงใจในตัวนักวิ่ง – The ambiguity in the runners. – Baitong )

 

ด้วยตรรกะที่คิดง่ายๆ ว่าก็แค่วิ่ง 21k 3 ครั้ง ก็ครบแล้ว (ผู้จัดตั้งเป้า Finisher ว่าต้องอย่างน้อย 63k) ตอนนั้นก็ยังคุยกับคุณใบตอง เพื่อนร่วมแก๊งค์ ว่าน่าจะทำได้ (Baitong : https://th-th.facebook.com/Tongniti)

 

 

Screenshot 2015-04-27 22.12.28ผลปรากฏว่าเจ็บปวดข้างเข่ารุนแรงตั้งแต่ราวๆ 20-30k แรกมั้ง ถ้าดูจากที่จดๆไว้และที่จำไม่ผิด นอกนั้นเดินๆนอนๆ จนได้ระยะมาราธอน

10432108_10154314644125338_2443541859101477088_n (1)(หลังจากนั้นร่วมครึ่งปี ค่อยไปลงวิ่งมาราธอน 42.195k จริงๆในงานสุโขทัยมาราธอน)

 

จริงๆที่ผมชอบคำว่าลากไส้จนเอามาตั้งเป็นกรุ๊ป ก็เพราะอาการลากไส้ตอนวิ่งนี่แหละ ( Link: กองร้อยลากไส้)
(ก็ได้ยิน เพื่อนนักปั่น ท่านนี้ FB:Thitibordee เป็นคนเรียกให้ได้ยินอีกทีละก็เลยฮามาถึงทุกวันนี้)

บางคนอาจสนุกที่ได้ทดลอง ได้ทำผลงาน ได้ฝึก หรือมีเป้าต่างๆ

ส่วนตัวผมเอง สาเหตุที่วิ่งอย่างต่อเนื่องไม่มีเลย ไอ้ครั้นจะว่าเพื่อสุขภาพก็น่าจะเกินเลยไปหน่อยละล่ะ

แต่หลังๆเริ่มสัมผัสเป้าหมายตัวเองได้ละ ว่าผมชอบ “นึกอยากวิ่งก็ได้วิ่ง” นี่แหละที่ชอบเสมอมา

อย่าง ตอนที่วิ่งใหม่ๆ รับไม่ได้มาก กับการต้องยัดทุกสรรพสิ่งลงกระเป๋าคาดเอวใบเล็กๆ (ถ้าไม่นับว่าขับรถไปวิ่ง) จนพอรู้ว่าโลกใบนี้เค้ามี Hydration Pack (เป้น้ำ) (เดินผ่านไปเห็นในห้างโดยบังเอิญ) ก็ซื้อมาลองอย่างไม่ลังเล แล้วก็เริ่มเมาเอ็นโดฟินได้ทุกที่ทุกเวลาตั้งแต่นั้นมาเลย พกผ้าขนหนู พกชุดเปลี่ยน อยากไปไหนวิ่งไปมั่วซั่วไปหมด

ระหว่างที่เราก็ทำอะไรไปมั่วๆ ตามความอยาก ก็ได้รู้จักกับนักวิ่งปอดเหล็กขาโหดจำนวนมาก ก็คิดว่าเราโหด เพราะเราอยากไปไหนวิ่งไป ซึ่งจริงๆไม่ขนาดนั้น

ยิ่งตั้งกลุ่มว่าลากไส้ แม่งยิ่งโหดไปอีก จริงๆ มันก็คือการแสดงออกถึงความตะแบง อยากทำอะไรก็ทำ วิ่งลู่ไฟฟ้าได้นิดๆหน่อยๆก็ลงวิ่งมินิ วิ่งมินิได้นิดๆหน่อยก็ลงฮาล์ฟ ไม่ชอบยืดเหยียดก่อนและหลังวิ่งก็เลิกซะ (ผมไม่ยืดเหยียดก่อนและหลังวิ่งมามากกว่าหนึ่งปีเต็มละ สถิติการบาดเจ็บเรียกได้ว่าแทบไม่มีนะ แต่อาจเพราะไม่ได้วิ่งเร็ววิ่งโหดมากละมั้ง แค่วิ่งไปเรื่อยๆ)

ย้อนกลับมาหัวข้อเดิม เป้าหมายการวิ่ง ผมกลับคิดว่าตัวเองไม่มีเป้าหมาย จริงๆแล้วการอยากวิ่งก็ต้องได้วิ่งนั่นแหละคือเป้าหมาย

 

.

.

.

แต่ผ่านไปปีกว่าๆ เพิ่งประมวลผลได้

และมารู้ตัวเอาเข้าจริงๆก็….. มีเช้าวันหนึ่ง ที่ผมออกมาวิ่งแต่เช้า แล้วก็นึกอยากไปกินก๋วยเตี๋ยว ก็เลยแวะไปกิน พอกินเสร็จก็ จ้อกกิ้งต่อทันที พอผ่านไปสักพักเริ่มคิดว่าย่อยดีแล้ว ก็ค่อยเพิ่มความเร็วขึ้นมาหน่อย

 

นั่นล่ะ คือประเด็น

 

แม้วิ่งมานาน ความเร็วไม่ค่อยชัด ระยะวิ่งไม่ค่อยแน่นอน

 

แต่ไอ้การนึกอยากวิ่งก็ได้วิ่ง ได้ฟาดก๋วยเตี๋ยวชามโตหน้าปากซอยแล้ววิ่งต่อไปนี้แหละ มันใช่ละล่ะ เราชอบวิ่ง จนไม่ต้องคิดอะไรเพิ่มแล้ว ขอได้วิ่งเป็นพอ

พอคิดถึงวิ่งอะไรก็ได้ คิดถึงที่อยู่ดีดีชวนกันวิ่งไปนครปฐม เฉย

 

เดี๋ยวนี้พอมีคนมาคุยเรื่องวิ่งว่าอยากวิ่งต้องทำยังไง ผมมักบอกว่า มีแนวอื่นๆที่เค้าแนะนำกันได้ดีๆกว่าผมมาก

 

แต่ถ้าจะถามผม ส่วนตัวผมมีแค่… อยากวิ่งก็วิ่ง วิ่งไม่ไหวก็เดิน อย่าก้าวขายาวเกินแนวเข่านัก รองเท้าก็ลองๆดูไปละกัน อยากรู้ก็อ่านเยอะๆ ไม่ชอบอ่านก็ลองเยอะๆ 😛 ไม่สิยาวไป

 

จริงๆก็มีแค่ ก็ลองวิ่งๆดู มันเหนื่อยก็เดิน ทำไปเรื่อยๆเดี๋ยวมันก็วิ่งได้ของมันเอง

Advertisements

วิ่งไปทำไม? – Why you run? – Thongkong

อะไรทำให้มาวิ่ง

เชื่อว่าหลายท่านก็ต้องเจอ ต้องเคยถาม ทั้งจากคนวิ่งด้วยกันหรือเพื่อนๆที่ไม่ได้วิ่ง

ผมเองก็ได้ยินคำถามนี้เยอะ จากทั้งคนสนิทไม่สนิท นอกและในวงการวิ่ง (น่าจะเยอะในช่วงที่เรียกได้ว่าเป็น Newbie Runner ตามคอนเซปต์ Blog นี้) เพราะผมไม่ใช่คนสนใจสุขภาพ ไม่ใช่คนอ้วนอยากผอม คนผอมอยากหุ่นดี ฯลฯ

ถ้าตอบสั้นๆทุบดินมันก็ต้องตอบตรงๆว่า มาวิ่งเพราะชอบวิ่ง ไม่มีอะไรอื่นเลย

แต่วันนี้มาลองคิดๆดูให้ละเอียด ลึกลงไปเราก็พอจะเห็นสาเหตุ

ผมชอบที่มันง่าย อิสระ ไร้กรอบ ไม่มีจารีต ปล่อยตัวไปได้เรื่อย ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตอง เงื่อนไขหรืออุปกรณ์อะไรเป็นสำคัญ คนเดียวหรือเป็นหมู่ก็ได้

ผมชอบในความหลากหลายของมนุษย์ และเบื่อการตีกรอบมนุษย์มากที่สุด (แต่เสือกทำงานด้านกฎหมายนะ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักตีกรอบที่สุดสาขาหนึ่งเลย)

ชอบที่วงการวิ่งเป็นที่ๆ คนเงียบ คนช่างพูด คนเก็บตัว คนเรียกร้องความสนใจ มาอยู่รวมกันได้สอดคล้องมาก วงการหนึ่งเลย

อยากจะมากมายไปด้วยมิตรภาพซาบซึ้งวิ่งเคียงข้างไปด้วยกัน หรืออยากจะสันโดษชวนกันไปวิ่งด้วยแชทสองสามประโยคแต่งตัวออกมาลุย ก็ยังเป็นวงการเดียวกัน

ขณะที่สำหรับกิจกรรมอื่นๆ ส่วนตัวผมมองว่าหลายๆวงการมักต้องมีทิศทางของภาพรวม หลากหลายมากไม่ได้จะดูแปลก อย่างถ้ายกตัวอย่างที่ผมเคยประสบมา เมื่อก่อนผมทำงานใหม่ๆก็เป็นคนชอบใส่เชิ้ต ใส่สูท แต่ชอบฟังดนตรีแรงๆ ภาพออกมาแปลก ต่อมาชอบเสพย์ดนตรีอิเล็คทรอนิคส์ในผับมากๆ trance house dubstep แต่ก็ชอบนั่งหรือชอบยืนฟังเฉยๆ กลายเป็นไม่เต้นเยอะอยู่ยากซะอีก หรือชอบดื่มวิสกี้เพียวๆ สามสี่แก้วคุยกันพอให้เสียงแหบพอประมาณแยกย้าย ก็อยู่ประเทศไทยยากอีก แม่งแดกกะมิกซ์คืนนึงหารตกคนละ 2,000 ตั้งกะค่ำยันผับปิดตีสอง (บางทีไปต่ออีก!?) ขี่มอไซก็แบ่งชนชั้นกันด้วย CC พอจะเลี้ยงบอนไซขึ้นแบบไม่สวยก็ไม่เข้าพวก เรียกได้ว่ามันมีจารีตมันอยู่นั่นเอง Continue reading

วิ่งยาวๆเป็นงานอดิเรกที่ตอบไม่ได้(ตอบอะไร?) – Thongkong

นักวิ่งจำนวนมาก มักมีเป้าหมายว่า ทำไปเพื่ออะไร หรือค้นพบอะไรในตัวมัน แต่บทนี้สำหรับผม จะเสนอมุมมองด้านหนึ่ง ที่ไม่มีอะไรให้ค้นหาในตัวมัน และไม่ได้ทำไปเพื่ออะไร

วิ่งสำหรับผมมันก็คือทำไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง

ผมมาวิ่งเพราะผมเข้าถึงความสนุกของการวิ่งนี้เอง ทำนองเดียวกับการเล่นเกมส์ ดูหนัง ฟังเพลง นั่นแหละ ถ้าถามว่าทำไปเพื่ออะไร หรือเพราะอะไรถึงมาทำ กลับตอบไม่ได้

ชอบก็คือชอบ วันก่อนเพิ่งโทรศัพท์คุยกับพ่อ พ่อก็ถามอยู่เหมือนกันว่ามันหัวเลี้ยวหัวต่ออะไรถึงมาวิ่ง ผมก็ตอบไม่ได้ (พ่อผมก็วิ่งครับ ยังไม่เคยได้วิ่งกับท่านสักที ปีนี้ว่าจะไปเยือนและวิ่งกับพ่อสักหน่อย)

จริงๆมันน่าคิดว่า การตอบไม่ได้นี่เป็นปัญหา หรือคำถามกันแน่ที่มีปัญหา จริงๆพฤติกรรมมนุษย์มีปนๆกัน ไม่มีอะไรดีไปทั้งหมดหรือไม่ดีไปทั้งหมด แต่พฤติกรรมที่จารีตเคยชินนั้น คนกลับไม่ค่อยถาม อย่างเตะบอล หรือสูบบุหรี่ นี่เป็นจารีตชายไทย คนไม่ค่อยถาม พอหันมาเจอคนวิ่ง 30 โล มันช่างน่าถาม (ถามไม่ยาก แต่จะตอบอะไรดี)

แต่ถ้าถามว่าเริ่มเมื่อไร นี่พอได้นะ มันเริ่มขึ้นประมาณช่วงเดือนนี้ของปีที่แล้วผมเริ่มเอาเท้าแตะลู่ไฟฟ้าในฟิตเนสแถวที่ทำงาน หรือพื้นสวนสาธารณะ เริ่มต้นก็ด้วยเรื่องของสุขภาพ ตามมาด้วยการอยากเพิ่มน้ำหนัก

แต่ต่อมาความรู้สึกชอบมันในลักษณะงานอดิเรกก็เข้าครอบงำเข้ามาเรื่อยๆ

รู้สึกตัวอีกทีก็คิดไปอย่างปกติเลยว่าวิ่งเป็นงานอดิเรก ซึ่งงานอดิเรก บางเรื่อง บางคน ก็ตั้งใจและลุ่มหลงกับมันมากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป แต่ที่สำคัญก็คือมันต้องสนุกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (ไม่เคยได้ยินใครบอกว่าตอนนี้มีงานอดิเรก ที่ก็ทนๆทำไป) Continue reading

แข็งแกร่งไม่พร้อมกัน – Thongkong

ช่วงปีที่ผ่านมาไม่คิดว่าจะจริงจังกับกิจกรรมวิ่งขนาดนี้ ตลอดช่วงที่ผ่านมา ร่างกายส่วนที่ใช้วิ่งพัฒนาให้รับกับงานอดิเรกใหม่นี้เรื่อยมา

ปอดแข็งแรงขึ้น กล้ามเนื้อทนขึ้น เอ็นแข็งแรงขึ้น วิ่งได้ไกลขึ้น บาดเจ็บก็น้อยลงเรื่อยๆ

แม้จะผ่านมาได้ไม่ไกล แต่ก็ยังจำความรู้สึกงานแรกที่ไปวิ่ง 10 โลแบบอุตริได้ว่าต่างกันพอควร

ที่สำคัญความแข็งแรงของชิ้นส่วนต่างๆในร่างกาย มักพัฒนามาไม่พร้อมกัน หนำซ้ำความแข็งแกร่งของบางชิ้นนำไปก่อนเพื่อน จนถ้าเราวิ่งโดยยึดตามชิ้นส่วนที่แข็งแรงที่สุดไป ดันจะกลายเป็นส่งผลร้ายต่อส่วนที่ยังไม่แข็งแรงพอ

อย่างเช่น ตอนผมเปลี่ยนท่าวิ่ง เปลี่ยนรองเท้ามาใช้ VFF วิ่งด้วยเทคนิคเท้าเปล่า น่องพัฒนาขึ้นเรื่อยๆกว่าปกติแบบก้าวกระโดด ยิ่งมันแข็งแรงเราก็ยิ่งใส่มันเต็ม สุดท้ายเอ็นร้อยหวายอักเสบ

2 spyridon

(VFF Spyridon) Continue reading

ปฐมบท – Baitong

ปฐมบท Noob runner

By Baitong

คืนวันเสาร์ในเดือนมีนา  ปีมะเส็ง ชายร่างเล็กนอนไอ “ค๊อกแค๊ก” อยู่ใต้ผ้าห่ม ตัวผมเองเป็นคนที่มีอาการไออยู่เป็นประจำประมาณ 2-3 เดือนต่อครั้ง คงเป็นผลมาจากที่ไม่ได้ออกกำลังกายมาเป็นเวลานาน  ในคืนนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่จะออกกำลังกาย แต่จะออกแบบไหนดีละ สิ่งแรกที่เข้ามาในหัวผมก็คือการวิ่ง เพราะมันคงจะง่ายที่สุด ร้องเท้าผ้าใบก็มีอยู่แล้ว สวนสาธารณะก็อยู่ใกล้บ้าน คิดได้แบบนั้นจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปาดซ้าย-ขวาตั้งปลุกตี 4 ครึ่ง แล้วนอนไอต่อไป

เวลานอนช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว “ปรี๊ดๆๆๆๆๆๆ” ผมสะดุ้งตื่นขึ้น ด้วยความตั้งมั่นจึงรีบอาบน้ำแต่งตัว เปิดตู้เย็นคว้ากล้วยหอมมากิน แล้วพุ่งทะยานไปสวนที่อยู่ใกล้บ้าน จากนั้นผมเริ่มออกวิ่ง……วิ่ง และวิ่ง แน่นอนละครับด้วยพรสวรรค์ของผม เมื่อผ่านไปได้ประมาณ 15 นาที ผมรู้สึกเหมือนไส้ในท้องออกมากองอยู่ข้างนอกจนหมด สุดแสนจะเหนื่อยหอบ ผมเลิกวิ่ง และกลับบ้านทันที…….ก้าวแรกของ “Noob runner.” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว Continue reading